Check it out ถ้ำลอด

มกราคม 27, 2007

check2_3.jpg
อากาศร้อนของเดือนเมษายน บนถนนที่เต็มไปด้วยฝุ่นและควันจากไฟป่า ไอร้อนเห็นเป็นริ้วบนเส้นทาง 40 กิโลเมตร มีจุดหมายปลายทางคือ อ.ปางมะผ้า รถตักดินยังคงทำงานอย่างแข็งขัน เก็บกวาดซากปรักหักพังที่ถูกพัดพามาจากอุทกภัยเมื่อปีที่แล้ว

เมื่อเราไปถึงบริเวณปากทางเข้าถ้ำ เราก็ถูกต้อนรับด้วยไอเย็นที่ทะเหยออกมาจากถ้ำ และผู้นำทางของเรา คุณเย็น ก็กำลังจุดตะเกียงเพื่อที่จะพาเราเข้าไปในถ้ำที่มืดมิดที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้าเรา

ปางมะผ้า เป็นบริเวณที่มีถ้ำหินปูนอยู่อย่างมากมาย เกิดขึ้นจากการกัดเซาะของน้ำและลม รวมไปถึงมีประวัติศาสตร์ทางโบราณคดีที่สำคัญ ที่มีหลักฐานของคนยุคก่อนประวัติศาสตร์มากมาย ที่ได้รับการบันทึกเอาไว้ อีกทั้งโครงกระดูกมนุษย์โบราณที่มีอายุกว่า 2000 ปี รวมไปถึง โลงศพโบราณ ที่ทำมาจากไม้ขุดทั้งต้น ซึ่งก็ได้เคยถูกค้นพบในหลายๆที่ ของบริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น กรุงเทพ, สุมาตรา, ฟิลิปปินส์ อีกทั้งทางตอนใต้ของประเทศจีน และมีการพบหีบศพที่ปางมะผ้าแห่งนี้ด้วย ซึ่งมีมากถึง 80 โลงด้วยกัน

โลงศพโบราณนี้ ยังเป็นเรื่องที่ลึกลับกันต่อไป ผู้คนท้องถิ่นนี้มีความเชื่อว่า ในถ้ำลอดมีวิญญาณร่อนเร่อยู่ และได้ใช้โลงศพโบราณเหล่านี้เป็นที่พักอาศัย หรือเป็นที่รู้จักกันว่าเป็นสุสานใต้ดิน และมีชื่อเรียกกันว่า “ถ้ำผีแมน” มีความหมายว่า ถ้ำของวิญญาณที่ยิ่งใหญ่

โลงศพที่ถูกพบนั้น ทำมาจากไม้สักทั้งต้น แล้วผ่าครึ่งขุดให้เป็นหลุมยาวตรงกลาง นอกจากนั้นยังพบตุ๊กตาไม้แกะสลักมากกว่า 50 แบบ ชิ้นส่วนของกระดูกมนุษย์ บางครั้งก็จะมีเศษของหม้อดิน ลูกปัดจากอาณาจักรโรมันและอินเดีย ซึ่งสันนิษฐานว่าอาจจะมีการค้าขายเกิดขึ้นแล้วก็ได้

ปริมาณของคาร์บอนนั้นสามารถบ่งบอกให้เรารู้เรื่องราวของโลงศพเหล่านี้ว่า ได้ถูกฝังมานานนับกว่า 100 ปี ในแต่ละที่ที่พบมักจะเจอมากกว่า 10 โลง นักโบราณคดีเชื่อว่า ร่างที่เคยถูกฝังเหล่านี้ น่าจะเป็นนายทหารชั้นสูง เพราะได้ถูกฝังไว้กับข้าวของที่มีค่า ด้วยความเชื่อที่ว่าจะได้เอาไปใช้ในชีวิตหลังความตายนั่นเอง สาเหตุสำคัญที่โลงศพเหล่านี้ยังคงสภาพอยู่ ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาถึงชีวิตในอดีต คือ วิธีที่เขาวางไม้เป็นท่อนแล้วซ้อนกัน ทำให้อากาศไหลผ่านได้ดี

ภายในถ้ำที่มีแต่ความเงียบสงัด สรรพเสียงจากภายนอกถูกปิดกั้นโดยกำแพงหินปูนที่เป็นผนังของถ้ำ จากทางเข้า จนถึงห้องโถงใหญ่ ปรากฏให้เห็นหินงอกหินย้อยที่เป็นผลของการหยดของน้ำที่เกิดขึ้นในถ้ำกว่าพันปี แสงไฟจากตะเกียงสะท้อนให้เห็นถึงเสาหิน ได้เห็นถึงความแวววาวของน้ำที่เคลือบเสาหินปูนอยู่ ทำให้ฉันพาลคิดไปว่า ครั้งหนึ่งที่บรรพบุรุษในยุคประวัติศาสตร์ได้เข้ามาในถ้ำนี้กับคบเพลิง คงจะคิดว่า นี่เป็นของขวัญจากพระเจ้า หรือของวิญญาณศักดิ์สิทธิ์กันแน่

ภายในถ้ำนั้นมีแม่น้ำสายหนึ่งชื่อว่า น้ำลาง เป็นที่อาศัยของปลาตะเพียนขนาดใหญ่ที่ลอยตัวอย่างเชื่องช้าอยู่เหนือผิวน้ำ ฉันมีโอกาสได้สนทนากับคุณ จอห์น สไปซ์ ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของอิทธิพลของสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อมนุษย์และสัตว์ รวมถึงยังเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณคดีอีกด้วย ชาวออสเตรเลียผู้นี้ คือผู้บุกเบิกการค้นพบถ้ำเหล่านี้ตั้งแต่ปี 70 สไปซ์ กล่าวว่า อาหารที่ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวโยนให้ปลากินนั้น จริงๆ แล้วไม่ใช่อาหารหลัก แต่การลอยตัวดังกล่าว คือการรออาหารหลักคือ บรรดาลูกนกที่มีรังอยู่บนเพดาน คราวโชคร้ายหล่นลงสู่ผืนน้ำเบื้องล่างนั่นเอง

หลายชีวิตในถ้ำลอดมีการปรับสภาพให้เข้ากับสภาพแวดล้อม ดังนั้นชีวิตที่อาศัยอยู่ในนี้ จึงมีสภาพกายภาพที่แปลกไม่เหมือนใคร งูสามารถเลื้อยขึ้นบนเพดานถ้ำเพื่อรอกินบรรดานก หรือค้างคาวที่บินไปมา, หอยทากตัวจิ๋วที่มีชีวิตอยู่ได้โดยกินแบคทีเรียที่อยู่ตามโขดหิน แมงมุมสายพันธุ์โบราณ, ปลาที่ไม่สามารถมองเห็น ในตอนกลางวัน เพดานถ้ำจะถูกปกคลุมไปด้วยค้างคาวหลากหลายสายพันธุ์ ซึ่งในยามค่ำคืนก็จะพากันบินออกไปหาอาหารนอกถ้ำ สัตว์ปีกกว่า 3 แสนตัว ใช้การเปล่งเสียงเพื่อสะท้อนกับวัตตุตรงหน้า เป็นการรับรู้ว่ามีสิ่งกีดขวางอยู่ นี่เป็นเทคนิคพิเศษที่จะทำให้ไม่เกิดการชนกันในระหว่างบินนั่นเอง

นอกจากบรรดาความหลากหลายของถ้ำ กับ หลักฐานทางประวัติศาสตร์แล้ว กิจกรรมหลายๆ อย่างที่น่าสนใจของ ‘เคฟลอดจ์ เกสต์เฮาส์’ คงจะทำให้สารอาดีนาลีนในร่างกายหลั่งไหลได้อย่างไม่ยาก เช่น การล่องเรือคายัค, ผจญภัยในถ้ำ และการเดินป่า

สไปซ์กล่าวเสริมว่า เมื่อไม่นานมานี้ ชะนีที่เคยหายสาบสูญไปนาน ได้กลับมาคืนสู่ป่าละแวกนี้อีกครั้ง ด้วยป่าชื้นฝน ส่งผลให้บรรดาสัตว์หลากหลายชนิดมีชีวิตและรูปลักษณ์ที่น่าตื่นตาตื่นใจ ที่เป็นเรื่องดีๆ ที่เกิดขึ้นที่นี่


by Cindy Tilney Photography by John Spies

ใส่ความเห็น