all about coffee 2

คนกรุงเทพโดยพื้นเพ วัชรี วาณิชยานนท์ กับการได้มาเยือนปายในครั้งแรก ราว 20 ปี ที่ผ่านมา วัฒนธรรมพื้นบ้าน สภาพแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาปัตยกรรมฉานแบบดั้งเดิม คือสิ่งสำคัญที่ทำให้ทั้งคู่ผูกพันกับสถานที่แห่งนี้

ระหว่างการเดินทางท่องเที่ยวของวัชรี และประภากร(สามี) ในประเทศอเมริกา, อังกฤษ และอิตาลี การจิบกาแฟเอสเพรสโซในร้านกาแฟเล็กๆ ในตัวอาคารที่เต็มไปด้วยเรื่องราวในบรรยากาศเก่าๆ นั้นได้เพิ่มรสชาติความรื่นรมย์ของการจิบกาแฟให้มีรสชาติดียิ่งขึ้นด้วย ไม่เพียงเท่านั้นทั้งคู่ยังมีความเข้าใจในเรื่องของธุรกิจ และการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมโบราณ ซึ่งสามารถสร้างเม็ดเงินให้กับเจ้าของกิจการได้เช่นกัน

ทั้งคู่ได้ตัดสินใจย้ายมาปายในปีพ.ศ. 2542 ด้วยเจตนาที่ต้องการจะเปิดร้านกาแฟ และได้ทำเลเหมาะสมกับความต้องการเป็นอย่างยิ่ง คือ บ้านไม้สักเก่าที่ถูกปิดร้างเอาไว้บน ถนนชัยสงคราม รวมไปถึงความปลาบปลื้มที่คุณ วนิชา บุษกร ยินดีให้ทั้งสองเช่าบ้านหลังนี้อีกด้วย

เจ้าของบ้านได้เล่าประวัติความเป็นมาของบ้านหลังนี้ให้ฟังว่า บ้านหลังนี้อยู่กันมานานหลายชั่วคน มีอายุราว 140 ปี และได้ใช้เทคนิคการก่อสร้างแบบฉานดั้งเดิม ถึงแม้ว่าบ้านหลังนี้จะถูกสร้างขึ้นมาเป็นที่พักอาศัย แต่ก็มี ผู้อยู่อาศัยบางคนทำธุรกิจเล็กๆ แบบง่ายๆในสถานที่นี้เช่นกัน

ครั้งเมื่อ วัชรี และประภากร เริ่มต้นทำความสะอาด และปรับปรุงบ้านไม้หลังเก่า ทั้งคู่ก็ได้พบว่าสถานที่แห่งนี้เคยเป็นร้านอาหารที่ให้บริการเฉพาะชาวมุสลิม บางส่วนของบ้านได้ถูกทำการเปลี่ยนแปลงไปบ้าง ก่อนหน้าที่ทั้งคู่จะได้ทำการเช่า เช่น จากหลังคาใบตองตึงมาเป็นหลังคากระเบื้อง และสังเกตได้ว่าเจ้าของเดิมได้ปิดระเบียง เพราะต้องการขยายครัวไฟให้มีขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งดูจะเหมาะสมกับความต้องการของการออกแบบร้านกาแฟของทั้งคู่อยู่พอดี

ทั้งบัณฑิตจากรั้วจามจุรี และลาดกระบัง ดูเหมือนจะไม่ค่อยมีประสบการณ์ในการปรับปรุงอาคารเท่าไรนัก แต่ทั้งคู่ก็ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ และด้วยความช่วยเหลือจากสล่าพื้นเมืองที่มีความรู้เรื่องการสร้างบ้านในแบบฉานเป็นอย่างดี ค่าใช้จ่ายการซ่อมแซม และปรับปรุงร้านมีมูลค่าเท่ากับรถยนต์ที่ได้ขายไป

all about coffee

เมื่อ 140 ปีก่อนนั้น ยังไม่มีถนนตัดผ่านบ้านไม้หลังนี้ แต่เมื่อมีการสร้างถนนก็ได้มีการถมดินให้สูงขึ้น ทำให้ระดับบ้านอยู่ต่ำกว่าถนน ดังนั้นสิ่งแรกที่ทั้งคู่ทำการปรับปรุงคือ ยกระดับพื้นบ้านให้เท่ากับระดับถนนชัยสงคราม โดยเอาทรายมาถม เปลี่ยนตอม่อที่ผุกร่อน และกำจัดฝุ่นที่จับตัวหนาเพราะด้วยสภาพที่ถูกทิ้งไว้นาน

ปัจจุบันร้านกาแฟแห่งนี้เปิดให้บริการมากว่า 7 ปี วัชรี และประภากร ได้ตั้งข้อสังเกตว่า อย่างน้อยก็ครึ่งหนึ่งของลูกค้า ชอบบรรยากาศสบายๆในร้าน ตำนานของบ้านไม้เก่าหลังนี้ พอๆกับที่ชอบดื่มกาแฟ (ที่คั่วอย่างเป็นพิเศษ ของครอบครัว วาณิชยานนท์ จากกรุงเทพฯ) ทั้งคู่เล็งเห็นว่า ใน อำเภอปายมีร้านกาแฟเกิดขึ้นมากมาย แต่มีเพียงไม่กี่ที่ ถือเป็นของแท้ แน่นอนว่าทังคู่มีความเชื่อมั่นในบรรยากาศของสถาปัตยกรรมแบบเก่า ที่จะทำให้ลูกค้าจิบกาแฟได้อย่างออกรสชาติอีกด้วย

ร้านกาแฟ All about coffee มีลูกค้ามาอุดหนุนอยู่เป็นประจำ และมักมีผู้คนมาใช้บริการมากกว่าปรกติในฤดูท่องเที่ยว สำหรับครอบครัวกาแฟวาณิชยานนท์ สามารถเป็นตัวอย่างให้กับหลายๆ ธุรกิจ ว่าการรักษาไว้ซึ่งวัฒนธรรมนั้นเป็นกำไรอย่างหนึ่งในเรื่องของธุรกิจได้เช่นกัน

เขา เธอ และเจ้าของบ้าน ต่างก็มีความหวังเดียวกันว่า เจ้าของบ้านไม้เก่าคนอื่นๆ จะคงยังคงรักษา และดูแลบ้านของตนเอง และไม่คิดจะแทนที่เคหสถานของตนด้วยอาคารคอนกรีตอันทันสมัยต่อไป

ปาย
แม่ฮ่องสอน

by Suksawat Sabaijai Photography by Sakon Sangkamee, Prapakorn Vanijyananda

12 Responses ถึง “Pai Style : ใช่แค่กาแฟ (ร้านกาแฟ All About Coffee)”

  1. JJ กล่าว

    ชอบนะ อ่านแล้วรู้สึกดีกับแนวคิดของเจ้าของร้าน all about coffee และเจ้าของบ้านมาก

  2. หมวยเล็ก กล่าว

    หอมละมุนกลิ่นกาแฟ ขอให้อยู่คู่กับปายไปนานๆเลย

  3. art กล่าว

    ผมเพิ่งไปมาเมื่อ 19-20 ม.ค. 51 ที่ผ่านมานะครับ ที่ปายอากาศยังหนาวอยู่เลย และผมก้ได้มีโอกาสไปแวะที่ร้าน “all about coffee” มาด้วย ก็ดีนะครับ ร้านสวย ขนมอร่อย กาแฟหอมดี ผมยังติดใจขนม “binoffi pai” เลยนะครับ มีแต่คนบอกว่าเจ้าของพูดจาไม่ดีบ้าง ดุบ้าง แต่ผมเจอเค้าก็ยิ้มแย้ม พูดจาเพาะนะคร๊าบ สงสัยไปตอนเค้าอารมณ์ดี ผมยังอยากหาโอกาสไปอีกครั้ง เพราะยังรู้สึกว่าเหยียบปายไม่ถึง 100% เลย อ๋อ….ฝากไว้อีกนิดนะครับ จะบอกว่า ใครจะไปหา “หลักกิโลเมตร ที่ “0 ปาย” ” ไม่ต้องหาแล้วนะครับ ผมได้สอบถามอย่างละเอียดแล้ว เค้าเอาออกไปแล้วนะครับ ซึ่งปกติจะตั้งอยู่ตรงแถว ๆ ร้าน “TingTong” นะครับ

  4. summer april กล่าว

    i like you shop magg magg

    i will go there again on september..for sure

    your cake and coffee …aroy aroy=))

    see you jaaaa

  5. family กล่าว

    ไปแล้ว…ไม่มีโอกาสได้ทาน..เพราะเค้าใกล้เวลาจะปิดร้าน (อีก 5นาทีจากป้าย)
    พูดจาไม่ได้ให้ความรู้สึกที่อยากกลับไปอีก…
    ลูกค้าคงเยอะเลยไม่ต้องง้อ แต่เราก็ไม่ง้อเพราะ ไม่ได้คิดจะ
    เข้าไปขอกินฟรี มีตังค์จ่าย วันรุ่งขึ้นเลยไป coffee in love ขอบอก
    ว่าทั้งบรรยากาศ coffee and cake สุดยอด พนักงานก็น่ารัก คนเยอะมาก
    แต่บริการก็ยังน่ารัก (เลยไป 2 วันติด)ก่อนกลับ…บ้าน

  6. Justice Around the Corner กล่าว

    Stay away! They kill tourists here! And this woman spent months Bullshiting about the fact that a local drunk cop DIDN’T kill an innocent Canadian guy and injure his girlfriend (with his gun). CANADA HATES PAI and SABAIJAI. The world is learning about you and your JAI DAM ways – bake your cakes while you can – you and your groveling patronistic family will be out of business in no time. Wear a black shirt tomorrow.

  7. 15 กล่าว

    พอดีผมเห็นว่าเป็นร้านดัง เลยอยากเข้าไปทานบ้าง แต่เนื่องด้วยกระเป๋าเงินน้อย(ฮิๆ)เลยถามก่อนว่าคาปูชิโนเท่าไรคะ มีผู้ชายชงอยู่ตอบว่า60ครับ แล้วถ้าปั่นด้วยเท่าไรคะ มีผู้หญิงคนนึงอายุประมาณ40มาตอบ ราคาไม่เท่ากันค่ะ ดูเมนูสิ แล้วผู้หญิงคนเดิมก็พูดต่อว่าร้านนี้ขายมานานแล้วตั้งอยู่ตรงนี้แหละ(ประมาณว่าไม่ผิดราคา) เราเลยตอบไปว่าพอดีรีบอ่ะค่ะ(ซึ่งจริงๆกลัวตังไม่พอจ่าย เงินไม่ค่อยมีแต่อยากกินกาแฟแพง) ผู้หญิงคนนั้น: รีบก็ไปข้างหน้า เราวางเมนู:อ้าวทำไมพูดแบบนี้ล่ะ ผู้หญิงคนนั้น:ก็พูดแบบนี้แหละ

    ร้านกาแฟที่ละเมียดละไมแบบนี้ ตกแต่งกระทั่งรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ ช่างตรงข้ามกับนิสัยเจ้าของร้านจริงๆ

  8. pai sabuy sabuy กล่าว

    คนที่เขียนภาษาอังกฤษนี่ตลกดีนะ
    สิ่งที่คุณพูดเกี่ยวกับตำรวจยิงนักท่องเที่ยว ตำรวรจอาจผิดจริง หรือว่า นักท่องเที่ยวผิด อันนี้ก็ต้องว่ากันไปตามพยานหลักฐาน
    แต่ขอถามหน่อยว่าทุกที่ ในโลกนี้มีทั้งคนดีไม่ดีอยู่แล้ว หรือว่าไอ้เมืองที่เจริญแล้วอย่างพวกคุณหนะไม่มีการยังกันตายกันเลยหรือไงวะ น่าจะบ่อยกว่าบ้านเมืองเราเสียด้วยซ้ำ
    อย่ามาพูดอะไรโง่ๆ หน่อยเลยน่า ถ้าเขียนอีกแบบจะน่าเห็นไจกว่านี้นะ อย่างว่าสิ่งที่คุณเขียนมันส่อกิริยา มารยาทของคุณไง

    ถึงอีกโพสต์หนึ่งครับ ข้างบนนี้เลย
    มันไม่ได้ยากอะไรครับ ถ้ากลัวเงินไม่พอ หรือว่าไม่ได้อยู่ในงบ ควรจะขอดูเมนูเขกก่อนตัดสินใจ ถ้าดูแล้วไม่อยู่ในงบ ก็ออกร้านเสียก็แค่นั้นครับ
    ผมเข้าใจเจ้าของร้านเขานะครับ ไม่ได้เข้าข้างเลย เอาแบบกลางๆ เลยนะ ผมกล้าพูดเลยว่า ผมเคยไม่ชอบพี่ สองคนที่ร้านนี้มาก่อน
    ผมเคยมาเที่ยวที่นี่แรกๆ เลยผมก็ไม่เข้าใจนะว่าทำไมคนที่ทำธุรกิจที่นี่ถึงไม่ค่อยบริการ ถ้าชอบก็ซื้อไม่ชอบก็ซื้อ ซึ่งวิธีการนี้ผมก็ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ ผมถึงกับหมั่นไส้บางร้านเสียด้วยซ้ำ
    แต่พอมานั่งคิดว่าทำไมเขาถึงทำแบบนี้ ผมก็เริ่มเข้าใจว่าคนที่มาอยู่ที่นี่ส่วนใหญ่ถึงเป็นแบบนี้ (ผมมาตอนที่ปายยังไม่ค่อยมีคนไทยมาเที่ยวเลยด้วยซ้ำแล้วคนก็พอดีไม่วุ่นวายแบบนี้ แต่เขาก็บริการแบบนี้แหละ นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติดาจสัก วันละ100-150คน ไม่ได้มากจนน่าปวดหัวขนาดทุกวันนี้)
    เขามาที่นี่ไม่ได้หวังเงินมากมาย คือมาที่นี้เพราะชอบที่นี่อยากอยู่ที่นี่ มันสงบ ไม่วุ่นวาย (เหมือนอย่างทุกวันนี้) ไม่ได้หวังยอดขาย ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ ถนัด เพื่อขาย ให้ลูกค้าที่ชอบงานเขาจริงๆ แค่นั้นเอง ไม่ชอบก็ไม่ต้องซื้อไม่ต้องกิน ถ้าคนไม่กินไม่ซื้อ เขาจะได้ไปหาอย่างอื่นทำที่เลี้ยงต้วเองและครอบครัว และได้อยู่ที่นี่ด้วย

    แล้วผมก็ย้อนกับมองตัวเองด้วยว่าทำไมผมถึงต้องการบริการ (ไอ้service ขนาดนั้น) เราเคยชินกับการอยู่ในเมือง กับการบรืการในเมืองที่พยายามขายของให้พวกคุณ พยายามง้อ พูดเพราะ อะไร ต่างๆ นาๆ ก็เพื่อหวังเม็ดเงินในกระเป๋าของเรานั่นแหละ กับไอ้ประโยคที่พวกนักการตลาดชอบใช้กันที่ว่า ลูกค้าคือพระเจ้า

    มันเทียบกันไม่ได้จริงๆ ระหว่างคนที่เขาทำด้วยใจ และชอบ ไม่ได้ง้อลูกค้า แต่อยากให้คนมานั่งดู ทาน ดื่ม แล้วพูดออกมาว่า อร่อย สวย มี สไตล์ ชอบในงานจริงๆ แล้วให้งานมันขายตัวมันเองได้
    กับการบริการในเมืองใหญ่ๆ ที่ทำออกมาพร้อมบริการคุณค้ะคุณขา เพื่อหวังผลการตลาด ขาดจิตวิญญาณ
    เทียบกันไม่ติดฝุ่น
    จะว่าก็ว่าเถอะ ผมว่านะสมัยก่อนที่ปายเนี่ย ลูกค้านักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่คนไม่ชอบเนี่ยมักจะเป็นชาติอิสราเอล แต่เดี๋ยวนี้ผมว่าคนส่วนใหญ่ที่นี่ก็จะไม่ชอบนักท่องเที่ยวคนไทย ด้วย ผมไม่ได้เหมาทั้งหมด นักท่องเที่ยวไทยที่ดีๆ ก็มี แต่แย่จะเป็นเสียส่วนใหญ่

    ผมจะยกตัวอย่างร้านผมเองแล้วกันนะครับร้านอื่นจะไม่พูดถึงเพราะมันเยอะมากเกินกว่าจะมาเขียนไว้ตรงนี้
    ร้านผม ชื่อว่าปายโพสต์สตูดิโอ ทำสิ่งพิมพ์ แกลลอรี่ แล้วก็บาร์ ด้านหน้าเป็นแกลลอรี่ เปิดบริการให้ศิลปินมาแสดงงานศิลปะทุกเดือนโดยไม่ได้คิดค่าเช่า ฟรี เพื่อเป็นการสนับสนุนคนทำงานศิลปะ และให้ทุกคนเข้ามาชมฟรี
    สมัยก่อนเมื่อ3-4 ปีที่ผ่านมาแกลลอรี่ผมไม่เคยมีปัญหาเลย คนที่มาดูงานส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ นักเรียนท้องที่บ้าง เพื่อนฝูงบ้าง ผนังกำแพงไม่มีรอยดำ (รอยตีนนั่นแหละ) หลายรายเข้ามาถ่ายเอาเท่ห์อย่างเดียวไม่ได้ดูงานอะไรเลย นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเขาเข้าใจในการชมแกลลอรี่ คือ ไม่สัมผัสผลงาน ไม่ถ่ายรูปในแกลอรี่ ไม่ใช้ตีนยันกำแพงเพื่อโพสต์ท่าทางสวยๆ ด้วยความภูมิใจเพื่อเอาไปอวดคนอื่น สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นกับคนไทยสมัยนี้ครับ เชื่อหรือไม่ อันที่จริงผมไม่ว่าหรอกถ้าจะถ่ายรูปในร้านเพื่อเอากลับไปป็นที่ระลึก แต่ว่านี่เล่นถ่ายไปด้วยพิงงานด้วย จับงานด้วย ตีนยันกำแพงขาวๆ ของร้านจนดำไปทั่วร้าน บางรอยรู้เลยว่ารองเท้ายี่ห้ออะไร งามหน้าแท้ๆ
    พอผมเห็นท่าไม่ดี ผมเลยต้องติดห้ามถ่ายรูปในร้าน แต่ขอโทษนะ ใช้การไม่ได้ ยังทำกันอยู่ บ้างเหยียบ เก้าอี้บ้างขึ้นไปยืน บนโต้ะ บางรายพาลูกมาถ่ายด้วยทั้งที่มีป้าย แล้วอีกหน่อยจะสอนลูกให้เป็นคนดีของสังคมได้อย่างไร
    หลายๆ เห็นทั้งเห็นว่ามีป้ายก็ยังทำ เฮ้อ… เหนื่อยใจ

    ผมว่านะคนไทยเราหนะการศึกษาไม่ได้ด้อยไปกว่าพวกฝรั่งสักเท่าไหร่หรอก ผมเจอฝรั่งที่ไม่ได้เรื่องก็เยอะแยะ
    สิ่งที่ผมอยากให้ตระนัก คือเรื่องมารยาท ความเกรงอก เกรงใจ ไปสถานที่ของคนอื่นเนี่ยต้องรู้ว่าอะไรควรทำหรือไม่ควรทำ ผมว่าสิ่งเหล่านี้เป็นมารยาทของคนไทยที่มักจะได้รับการปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กๆ อ่อนน้อม ถ่อมตน เกรงอก เกรงใจ เทียบกับพวกฝรั่งอ่านguide book ก่อนมาเที่ยวบ้านเราแป้บเดียว รู้แล้วว่าอะไรควรทำไม่ควร ทำ เขาจะสังเกตด้วยซ้ำว่าบ้านไหนให้ใส่รองเท้าเข้าบ้านหรือไม่ให้ ร้านผมนี่ไม่ต้องถอดรองเท้าบางคนถอดก่อนเลยด้วยซ้ำ
    ผมไม่สามารถบอกนักท่องเที่ยวบ้านเราที่เข้ามาร้านผมได้หมดทุกคนเพราะว่าร้านผมไม่มีคนเฝ้าวันนึงผมอยู่แกลลอรี่ไม่ถึงชั่วโมง เจอเหตุการณ์ได้ถึงขนาดนี้

    แต่ปัจจบันถ้าผมยังเจอคนบ้าเราที่ดีๆ ก็เยอะ บางคนเข้ามาขออนุญาตอยากถ่ายรูป ผมยินดีเลยหละครับ

    ปล. ถึงคุณคนที่โพสต์ข้างบน นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เวลาเขาจะเข้าไปทานอาหารร้านไหน ที่พัก หรือ ร้านอะไรก็แล้วแต่ เขามักจะดูเมนูหรือ เช็คราคาก่อนใช้บริการ ส่วนใหญ่แล้วมักจะมีเมนูอยู่หน้าร้านเพื่อให้ดูราคารายการอาหารก่อน โดยเฉพาะ ฝรั่งจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก ถ้าร้านไหนไม่มีวางหน้าร้านก็ให้เรียกเมนูมาดู ถ้าไม่อยู่ในงบก็หาร้านอื่นครับ

  9. คนเคยไปกินมา กล่าว

    เพิ่งไปทานกาแฟ กับบินอฟฟี่พายที่ร้านนี้มา อาหารก็อร่อยดี แต่มารยาทเด็กเสิร์ฟแย่มากๆๆ ทำให้เกือบเสียความรู้สึกกับปายไปเลยทีเดียว เด็กเสิร์ฟพูดจากระแทกไม่มีหาเสียง แถมทำหน้าไม่ต้อนรับลูกค้า ขอกาแฟแบบเทคโฮม ก็ทำพูดจาไม่ดีบอกว่า เอาไปทำไม กินแป๊บเดียวเดี๋ยวก็หมด กินใส่แก้วแล้วกัน พอจะขอลุกไปถ่ายรูปโต๊ะอื่น ก็มองมาแบบหางตาประมาณว่า ทำไมถึงไม่นั่งอยู่ที่โต๊ะ ทั้งๆทีเราอุตส่าห์ชื่นชมร้าน พอพายมาเสิร์ฟ มากันสองคน เอาช้อนมาให้คันเดียว ลงไปขอดีๆ เด็กเสิร์ฟก็ทำท่างงๆ ประมาณว่าจะมาเอาทำไม ก็สั่งไปชิ้นเดียว แล้วสุดท้าย เรานั่งอยู่ที่โต๊ะ เด็กเสิร์ฟก็มาพูดว่า มาแค่สองคนย้ายที่ได้มั้ย นี่มันที่สี่คน คือแทนที่จะพูดให้ดีกว่านี้ เพราะเราก็ย้ายให้ได้อยู่แล้ว พอเราเริ่มอารมเสียถามว่าทำไมต้องย้าย เด็กเสิร์ฟค่อยพูดซอฟขึ้นมาว่า ขอโทดนะคะ พอดีมีแขกสี่คนจะมาทาน ความรู้สึกอึดอัดมากๆ เมื่อได้มานั่งในร้านนี้ ต่อให้อาหารอร่อยกว่านี้ก็จะไม่มาอีกแล้ว

  10. อะนิลจา กล่าว

    ทำไมป้าเจ้าของร้านนิสัยแยจังเล๊ยยยยยยย

    เปงอารัยมากอะป่าวคับ ไปมากะโดนเหมือนกัน

    ไม่พอใจมากปิดร้านไปอยู่บนดอยเต่าไป

    คนไม่เยอะจะได้ตรงกับเจตนารมณ์…..

    ไร้มารยาทมากๆคับร้านนี้ ไม่ได้เรียกเก็บตังกะลังสั่งๆอยู่

    ทำหน้าอย่างกับโดนควายไล่มางั้นนิ เก็บตังมาเส็ดสับเลย

    สาธธธธธธธธธธธธธธธธธธธธธุเวนกำมีจิงนะตร้าบบบบบ

  11. King4aday กล่าว

    I planing to go to Pai soon and really would like to get to meet this famous bi-och; owner of this coffee place. lol

  12. oatchita กล่าว

    กับความเห็นของทุกๆท่านข้างบน ผมว่าถ้าอ่านเจตนารมย์ของเจ้าของร้านแล้วเนี่ย ผมว่าเค้าอยากทำอะไรเล็ก สงบ ไม่รีบ และผมก็ว่าปายเป็นเมืองสงบ พวกคุณมาทำให้มันเป็นแบบนี้ ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับความเห็นของคุณpai sabuy sabuy ผมว่าถ้าเป็นผมก็คงอาจจะทำให้คุณรู้ว่าผมมาอยู่ที่นี่ก่อนคุณ เพราะฉะนั้นถ้าคุณอยากได้การบริการที่ดี ดี เอาใจ คุณอยู่บ้านคุณเหอะ อย่าถ่อมาให้เสียเวลาเลย เพราะเวลาพวกคุณมาก็เสียงดัง แหกปากโวยวาย คำว่ามาพักผ่อนไม่ได้แปลว่าจะมาแหกปากให้ชาวบ้านเค้ารำคาญนะครับ พวกคุณควรที่จะเคารพสถานที่เค้าด้วยครับ เค้าไม่ใช่ลูกจ้างหรือขี้ข้าคุณ เค้าแค่มาอยู่ที่นี่เพื่อทำการค้าเล็กๆ เพื่อเลี้ยงครอบครัวแค่นั้นเอง ผมว่าพวกคุณลองคิดดูใหม่ก็แล้วกัน

ใส่ความเห็น